ของดีเมืองสามชุก ในตลาดสามชุกไม่เพียงเป็นเมืองท่าสำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งขนมหวาน อาหารอร่อย อยู่เป็นจำนวนมาก แม่กิมลั้ง สนธิซื่อสัตย์ ย้อนอดีตให้ฟังว่า เดินทางมาจากเมืองจีนเข้ามาอยู่ที่สามชุก ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ โดยพ่อแม่ยกให้เป็นลูกบุญธรรมของชาวสามชุกผู้หนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าตนเป็นคนสามชุก พอโตเป็นสาวก็พายเรือขายผัก พอแต่งงานก็เริ่มทำข้าวแกงและน้ำพริกขาย ยุคนั้นขายดีมากก็เลยมีคนทำขายตามมาอีกหลายเจ้า ตอนนี้ก็เลิกขายไปหมดแล้ว แต่ป้ายังคงทำขายอยู่ น้ำพริกและพริกแกงของป้าไม่ใส่สารกันบูด สารเจือปนใด ๆ ทั้งสิ้น ก็เลยทำให้คนนิยม ถึงวันนี้ก็ขายมา 50 ปีแล้ว ด้านป้าสมจิต วัฒนาภรณ์ เล่าให้ฟังถึง ขนมอร่อยของตลาดสามชุกว่า ขนมที่ขายอยู่ในตลาดสามชุกเป็นของพื้นบ้านแท้ ๆ สมัยป้าเด็ก ๆ จะมีป้าแม้น ทำข้าวเม่าขาย ข้าวเม่าป้าแม้นจะกรอบมาก กลับจากโรงเรียนจะขอเศษแป้งฝอย ๆ มากินอยู่เสมอ นอกจากข้าวเม่าแล้ว ยังมีขนมถ้วย ที่มีรสชาดขนมไทยแท้ ๆ มีชื่อเสียงมาก ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เคยมาชิมติดอกติดใจแล้วเอาไปพูดต่อ ทำให้โด่งดังมากในขณะนั้น จนมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเที่ยวตลาดสามชุกเป็นจำนวนมาก และนอกจากนั้นยังมี ขนมเทียน ขนมเข่ง ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน ขนมเปี๊ย ฯลฯ ยายทิวา กลิ่นหอมหวล ถือเป็นต้นตำหรับของขนมหวาน อาหารอร่อยของตลาดสามชุก ไม่แพ้ ป้าแม้น เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้สิ่งเหล่านี้หดหายไปเยอะ นึกแล้วรู้สึกเสียดายอาหารบางอย่าง คนรุ่นหลังไม่รู้จักอย่าง "แกงบวน" คนรุ่นหลังน้อยคนที่จะเคยลิ้มรสชาด แต่สมัยก่อนเราทำกินกันในครอบครัว เพราะเป็นอาหารไทยโบราณที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ลุงแก้ว ชายชราวัย 85 ปี ซึ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงของสามชุกมาโดยตลอด เสริมให้ฟังว่า สมัยก่อนพอถึงวันเทศกาลปีใหม่หรือวันสงกรานต์ ชาวบ้านจะช่วยกันขนทรายริมแม่น้ำสุพรรณบุรีไปก่อเจดีย์ทรายกันในวัด ต่างกับสมัยนี้ มีรถสิบล้อขนทรายเข้าวัด แล้วให้ชาวบ้านช่วยกันก่อพอเป็นธรรมเนียม สมัยก่อนการสร้างวัดเป็นความสามัคคีของชาวบ้านจริง ๆ ช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย แต่สมัยนี้ การสร้างวัดขึ้นอยู่กับการรับเหมาก่อสร้าง ฟื้นสามชุก ด้วยของดีคนสำเพ็ง หากได้มีโอกาสเดินตลาดสามชุกในวันนี้ ยังคงเห็นร่องรอยของดีอยู่มากมาย บ้านเรือนถึงแม้จะเก่าแก่ แต่เต็มไปด้วยศิลปะกรรมที่งดงามอันหาดูได้ยาก บ้านของขุนจำนงค์ จินารักษ์ ตั้งเด่นสง่าเผยให้เห็นศิลปะกรรมการก่อสร้างที่ประณีต ไม่ต่างจากบ้านของชาวสามชุกหลังอื่น ๆ ที่มีอายุไม่น้อยกว่า 60 ปี เดินชมตลาดไปด้านติดกับแม่น้ำ ยังมีร้านกาแฟแบบโบราณ ลูกค้ายังอุดหนุนกันคับคั่ง ทั้งคนเฒ่าคนแก่ที่ถือไม้เท้ามาหมายจะพูดคุยกับคนรุ่นเดียวกันมากกว่าการดื่มกาแฟและคนรุ่นหลังที่มีเป้าประสงค์สลับกัน ติดกับร้านกาแฟ มีขนมหวานหลากหลายวางขาย มีขนมเปี๊ย ทองหยิบ ทองหยอด ขนมชั้น ขนมไส้เค็ม ถัดไปเป็นร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำพริกของแม่กิมลั้งที่ยืนยงคงกะพันมากกว่า 50 ปี ส่วนด้านริมแม่น้ำสุพรรณวันนี้ไร้ร่องรอยของเรือสินค้า ข้ามฝั่งไปอีกด้านมองย้อนกลับมาด้านตลาด มองเห็นบ้านเรือนที่เก่าแก่สวยงามทำให้นึกจินตนาการไปถึงความรุ่งเรืองในอดีต เย็นวันนั้น แห่งสงกรานต์ ในบริเวณวัดเต็มไปด้วยผู้คนหลายพันคน บ้างก็สนุกกับการเต้นรำย้อนยุค ที่นางรำเป็นคนหลากวัย ทั้งแก่ ทั้งสาว สวมเสื้อผ้าสีสดใส อีกมุมหนึ่งเป็นที่จัดแสดงภาพเก่า ๆ ของสามชุกในอดีต มีคำบรรยายพอที่จะทำให้คนรุ่นหลัง รู้ถึงรากเหง้าของตนเอง ผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจ ต่างพูดคุยกันถึงความเป็นมาและสิ่งที่ตนยังพอจำความได้ แต่ภาพที่ทุกคนใหความสนใจและพูดคุยกันมากเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นภาพปัจจุบันของบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่ตามลำน้ำสุพรรณ ซึ่งตั้งเปรียบเทียบอยู่กับสภาพสเก็ตของภาพนั้น(หากได้มีการปรับปรุง) หลายคนพูดถึงความสวยงามของภาพสเก็ตนั้น อีกมุมหนึ่ง มีการแข่งขันก่อเจดีย์ทราย โดยมี 10 ชุมชนในตลาดสามชุกร่วมแข่งขันเป็นการจำลองภาพในอดีตให้คนรุ่นหลังได้รู้จักมากขึ้น มากกว่าการทำตามประเพณีในอดีต นี่คือ ของดีที่ยังเหลืออยู่ในสามชุก ที่คนในสามชุกทุกสาขาอาชีพทั้งชาวบ้านธรรมดา พ่อค้า ข้าราชการ เทศบาล ร่วมกันคิดและนำสิ่งดี ๆ เหล่านี้ พัฒนาไปสู่สามชุกเมืองน่าอยู่ ซึ่งเป็นการพัฒนาท้องถิ่นแนวใหม่ที่มิใช่หน่วยงานของรัฐ เป็นผู้คิดและตัดสินใจทำโดยที่ชาวบ้านไม่มีส่วนรู้เห็นเหมือนที่ผ่านมา การปรับปรุงบ้านเรือนซึ่งเต็มไปด้วยศิลปะกรรมอันงดงามให้คงอยู่ การฟื้นฟูการทำขนมหวานอาหารอร่อย การฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ แผนการพัฒนาตลาดเก่าของสามชุกให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งไม่ได้หวังเพียงให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองสามชุกอย่างในอดีตเท่านั้น แต่เป็นการทำให้คนรุ่นหลังของสามชุกได้รู้จักรากเหง้าของตนเอง หากมองทั้งในแง่ของสถานที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับถนนใหญ่ มองในแง่ของของดีที่มีอยู่ มองในแง่ของพลังความร่วมมือแห่งการพัฒนาของคนสามชุกเอง เมืองสามชุกในวันนี้ จึงมีโอกาสที่นำสามชุกในอดีตกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง แต่ที่สำคัญสามชุกจะเป็นเมืองนำร่อง ในการพัฒนาแนวใหม่ที่คนสามชุกมีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ซึ่งจะเป็นบทเรียนแห่งการพัฒนาให้กับเมืองอื่น ๆ ต่อไป |
|
|
|
|
|
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
|
หน้า 1 จาก 86 |